รีวิว Vitalift-A By เมียหมอขอรีวิว

Admin

January 1,2021

มาาา ทุกคน หลังจากใช้ Retinal ของ Dr.Different ได้ครบ 1 เดือน กุ๊กจะมาแชร์ให้ฟังว่าเค้าดียังไง และเหมาะกับใครบ้าง
ต้องบอกว่าจริงๆแล้วเนี่ย สำหรับคนที่เริ่มกังวลเรื่องริ้วรอยหรืออยากเข้าวงการ anti-aging active ที่กุ๊กแนะนำตลอด ก็คือกลุ่มวิตามินเอ ซึ่งก็มีทั้งในยาและที่ไม่ใช่ยา (สกินแคร์) โดยปกติจะแนะนำให้ค่อยๆไต่ระดับ จากประสิทธิภาพน้อยสุดไปมากสุด เพื่อที่จะเซฟผิวให้ได้ดีสุด 

👉🏻สำหรับกลุ่ม retinoid นั้นจะไล่เรียงลำดับ จากประสิทธิภาพน้อยสุดไปมากสุดดังนี้

  1. Retinyl ester (pro-retinol) *น้อยสุด
  2. Retinol
  3. Retinal (retinaldehye) 
  4. Retinoic acid (ยาเช่น tretinoin) *มากสุด

สำหรับ 3 ลำดับแรกจะเป็นกลุ่ม retinoid ในสกินแคร์ซึ่ง ตัว retinal ที่กุ๊กจะพูดถึงในวันนี้ จะอยู่ลำดับที่ 3 ก็คือจะเป็นวิตามินเอที่เข้มข้นที่สุดที่สามารถใส่ในสกินแคร์ได้ ซึ่งอยู่ๆก็ไม่ใช่ว่ากุ๊กกระโดดเข้ามาใช้ตัวนี้เลยนะ แต่ก็ค่อยๆไต่ขึ้นตามลำดับความมีประสิทธิภาพนั่นเอง

กุ๊กเองเริ่มมาใช้กลุ่ม retinoid จริงจัง เพราะหวังผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและลดเลือนริ้วรอยก็เมื่อประมาณปีที่แล้วซึ่งก็ค่อยๆไต่มาจาก bakuchiol (retinol like) > pro-retinol> retinol> และล่าสุดก็ retinal ของ Dr.Different นี่แหละ    

👉🏻สำหรับการตัดสินใจเลือกใช้แบรนด์นี้ก็ไม่ได้ยากเลยเพราะมีชื่อเสียงมายาวนาน บอกก่อนว่าสำหรับ Dr.Different เองเนี่ย ถูกคิดค้นโดยอาจารย์แพทย์ด้านผิวหนังจากเกาหลีซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเครื่องสำอางมามากกว่า 10 ปี ก็คือเรียกว่าเชี่ยวชาญเลยทีเดียว และที่สำคัญเลยสูตรเค้าจะค่อนข้างพิเศษตรงที่ว่าเป็นสูตรที่ได้รับสิทธิบัตรในการใช้ retinaldehyde แบบ niosome หรือเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้นำพายา เพราะฉะนั้นประสิทธิภาพก็จะสูงมาก ในขณะที่ความระคายเคืองก็ค่อนข้างต่ำ

จริงๆกุ๊กว่าเป็นเพราะกุ๊กมีการเริ่มใช้แบบไล่ระดับความเข้มข้นด้วยแหละ พอใช้ตัวนี้ก็ไม่ได้รู้สึกระคายเคืองเลยใช้ได้แบบสบายมาก  และล่าสุดมีการตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสาร cosmetic dermatology เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เพื่อยืนยันประสิทธิภาพด้วย  https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/jocd.13993

และจริงๆ จะแอบบอกว่า Retinal ส่วนใหญ่ จะมีการเสื่อมสภาพได้ค่อนข้างเร็วมากบางแบรนด์คือเสื่อมก่อนเปิดใช้งานด้วยซ้ำในขณะที่ ตัว Vita-A นี้ มีการทดสอบประสิทธิภาพว่ายังหลงเหลือปริมาณ Retinal > 95% หลังจากถูกผลิตไปแล้วถึง 3 เดือน  และมีการทดสอบความเสถียรหลังจากโดนแสงแดด และอุณหภูมิที่สูงพบว่ายังมีประสิทธิภาพดีกว่าครีมลดริ้วรอยทั่วๆไปที่ผสม retinol หรือ retinal 

💡ตัว Vita-A จะมีด้วยกันสามสูตรนะ
สูตรสีส้ม ความเข้มข้น 0.05% (ใช้ 4 วีคแรก)
สูตรสีแดง Forte ความเข้มข้น 0.1% (ใช้วีค 4-8)
สูตรสีม่วง Ph.D ความเข้มข้น 0.12% (ใช้หลังวีค 8 เป็นต้นไป)
อีกเหตุผลนึงเลยที่ค่อนข้าง trust แบรนด์นี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องงานวิจัยนั้นแหละ เพราะงานวิจัยเค้ามีรองรับแน่นจัดเต็มมากโดยเฉพาะเรื่องริ้วรอยที่กุ๊กกังวล ซึ่งพบว่า 

หลังจากใช้ Vita-A ครบ 8 วีค 

พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีริ้วรอยลดลง 23.69%

  1. ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น 57% 
  2. ความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้น 20.36%
  3. ผิวกระชับขึ้น 0.98%
  4. ความแน่นของผิวเพิ่มขึ้นที่ 6.7% ** ซึ่งอันนี้เป็นจุดที่แบรนด์ทั่วไปจะไม่ค่อยได้ตามเก็บผลทดลองเท่าไหร่

👉🏻 อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การใช้ไม่พบอาการระคายเคืองเป็นเพราะว่า เค้ามีใส่ actives ที่เสริม skin barrier ทั้งceramide, cholesterol และ fatty acids ซึ่งก็เป็นตัวที่เสริมความแข็งแรงของปราการผิวลดการสูญเสียน้ำจากใต้ชั้นผิวและที่สำคัญเลยก็มี linoleic acid จาก safflower oil (เหมือนที่มีใน rosehip oil) ซึ่งช่วยในเรื่องการเสริมผิวแข็งแรงอีกชั้นหนึ่ง

💛โดยสรุปกุ๊กค่อนข้างพอใจนะ ถ้าดูจากภาพเปรียบเทียบระหว่างวันแรกที่ใช้กับ 4 สัปดาห์ผ่านไปจะเห็นว่าผิวโดยรวมดูแน่นขึ้น และ skin discoloration ก็ลดลง และอีกอย่างที่ happy มากก็คือเรื่องไม่ระคายเคืองนี่แหละ เพราะว่ากุ๊กจะค่อนข้างกังวลมากในการเพิ่มความเข้มข้นของกลุ่มวิตามินเอ

อย่างไรก็ตามในเรื่องของริ้วรอยยังไม่ได้ชัดเจนมากอาจจะต้องเก็บผลเพิ่มอีกระยะ 

ยังไงเดี๋ยวอีก 4 อาทิตย์จะมาอัพเดตใหม่น้า

Dr.Different Thailand

** สำหรับคนที่สนใจเดี๋ยวกุ๊กจะขอโปรโมชั่นจากทางแบรนด์มาให้นะคะ**